แชร์

“แลนด์บริดจ์” พลิกโลจิสติกส์ไทย ยุทธศาสตร์เสริมแกร่งเศรษฐกิจภูมิภาค

อัพเดทล่าสุด: 5 ต.ค. 2023
924 ผู้เข้าชม

โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์) ที่จะมีบทบาทเป็นประตูการค้ารองรับการนำเข้าส่งออกของประเทศไทยและในภูมิภาค เช่น อาเซียน และ BIMSTEC (ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ ประกอบด้วย บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมาร์ เนปาล ศรีลังกา และไทย)

ส่วนด้านการขนส่ง จะเป็นทางเลือกในการถ่ายโอนสินค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก โดยขนถ่ายจากคมนาคมทางน้ำ เชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟ และมอเตอร์เวย์และยังเป็นทางเลือกในการขนส่งน้ำมันดิบจาก ช่องแคบฮอร์มุซ มายังท่าเรือระนอง และส่งผ่านทางท่อไปยังท่าเรือชุมพร เพื่อกระจายในภูมิภาครวมถึงจีนบางส่วน โดยแลนด์บริดจ์จะช่วยประหยัดงบประมาณได้มากกว่าคอคลอดกระที่ประเมินว่าต้องใช้งบประมาณสูงกว่า 4 ล้านล้านบาท
ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึง แผนดำเนินงานในปี 2566 ว่า โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามัน (แลนด์บริดจ์) จะเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญในปีหน้า โดยกระทรวงฯ จะผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาหลักการและเหตุผลของการพัฒนาโครงการนี้ ก่อนที่จะจัดหาเอกชนร่วมลงทุน ซึ่งปัจจุบันสถานะโครงการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้รายงานผลการศึกษามายังกระทรวงคมนาคมแล้ว อยู่ระหว่างเปรียบเทียบต้นทุนการลงทุนจากโครงการที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเสนอ ครม.พิจารณาภายในเดือน ม.ค.2566

ตอนนี้เรากำลังรีเช็คต้นทุนต่างๆ เปรียบเทียบกับการลงทุนในโครงการอื่นๆ ของต่างประเทศ เช่น ท่าเรือในสิงคโปร์ โครงการลงทุนในญี่ปุ่น เกาหลี ดูไบ สเปน ทุกโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับระบบราง เรือ และทางบก เพื่อเปรียบเทียบคอส์ตที่เกิดขึ้น ให้สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปอธิบายประกอบการเสนอโครงการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ เพื่อทำให้การลงทุนครั้งนี้คุ้มค่า มีราคาสมเหตุสมผล และได้รับผลตอบแทนสูงสุด
อย่างไรก็ดี หากได้รับการอนุมัติในหลักการแล้ว กระทรวงฯ มีเป้าหมายในปี 2566 จะนำข้อมูลโครงการกรอบการลงทุนแลนด์บริดจ์ไปจัดแสดง (โรดโชว์) ต่างประเทศ ในลักษณะของการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (มาร์เก็ตซาวดิ้ง) เพื่อทดสอบความสนใจของนักลงทุนต่างประเทศ และขอความเห็นในสิ่งที่นักลงทุนต้องการ

ศักดิ์สยาม ยังกล่าวด้วยว่า กระทรวงฯ ยังคงเป้าหมายเปิดให้เอกชนมาเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากเป็นโครงการที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ อีกทั้งการจะก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเมื่อเปิดให้บริการแล้วมีความคุ้มค่า มีความต้องการการใช้งานทันที ต้องหาพันธมิตรภาคเอกชนที่มีประสบการณ์สายการเดินเรือ เพราะจะสามารถหาลูกค้ามาใช้บริการได้ และเพื่อให้โครงการนี้พัฒนามาแล้วไม่สะดุด เอกชนต้องมีสินเชื่อ (ไฟแนนซ์) สนับสนุนด้วย

สำหรับแผนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภายใต้โครงการแลนด์บริดจ์ กระทรวงฯ ต้องการพัฒนารองรับต่อปริมาณการเดินเรือที่เกิดขีดความสามารถบริเวณช่องแคบมะละกา เพราะในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณการเดินทางจำนวนมาก ซึ่งเบื้องต้นตามแผน สนข. คาดว่าการลงทุนระยะแรกจะก่อสร้างแล้วเสร็จเปิดให้บริการในปี 2573 คาดปริมาณสินค้าเข้ามาใช้บริการมากกว่า 20 ล้าน TEUs ซึ่งจะเทียบเท่ากับท่าเรือฮ่องกงที่มีตู้สินค้าผ่านท่าเรือมากเป็นอันดับที่ 8 ของโลก

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของ สนข. ประเมินว่าโครงการแลนด์บริดจ์ จะต้องใช้งบลงทุนสูงถึง 1,194,307 ล้านบาท ประกอบด้วย 

1. การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง ในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ได้แก่ โครงการท่าเรือฝั่งระนอง และ ท่าเรือฝั่งชุมพร โดยจะนำระบบเทคโนโลยี Automated Container Terminal มาใช้ในการบริหารจัดการ

2. การเชื่อมต่อท่าเรือทั้ง 2 แห่ง โดยระบบมอเตอร์เวย์ รถไฟและท่อส่งน้ำมัน แบ่งเป็น มอเตอร์เวย์ระนอง ชุมพร รถไฟทางคู่ระนอง ชุมพร และท่อส่งน้ำมัน โดยมีเป้าหมายต้องเป็นเส้นทางที่ไม่ชันและมีระยะทางที่สั้น เพื่อลดระยะเวลา และค่าใช้จ่ายในการขนส่ง

3. การพัฒนาพื้นที่หลังท่า เช่น  ศูนย์กระจายสินค้า คลังน้ำมันอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

แลนด์บริดจ์จะเป็นประตูการค้าสำคัญที่จะเชื่อมโยงการขนส่งจากอาเซียน ผ่านมายังการคมนาคมทางเรือ ทางบก และทางรางในประเทศไทย เข้าสู่ท่าเรือฝั่งอันดามันของแลนด์บริดจ์ และส่งออกไปยังทวีปต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้นเพื่อให้โครงการนี้สมบูรณ์แบบมากที่สุด เราจึงต้องเร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทุกรูปแบบรองรับการขนส่ง เป็นที่มาของการพัฒนามอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่

รายงานข่าวจาก สนข.ระบุว่า จากการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ เบื้องต้นที่ปรึกษาได้นำเสนอการคัดเลือกพื้นที่ทางเลือกท่าเรือที่เหมาะสมที่สุดฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง คือ พื้นที่แหลมอ่าวอ่าง และฝั่งอ่าวไทย จังหวัดชุมพร คือ พื้นที่แหลมริ่ว เนื่องจากพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่ง เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้ 20 ล้าน TEU ตามผลการคาดการณ์ปริมาณสินค้าที่จะเข้ามาที่ยังแลนด์บริดจ์

รวมทั้งยังสามารถขยายท่าเรือ ในอนาคตให้สามารถรองรับปริมาณสินค้าได้มากถึง 40 ล้าน TEU เทียบเท่ากับปริมาณสินค้าที่ท่าเรือสิงคโปร์ในปัจจุบัน และอยู่ใกล้กับร่องน้ำลึก รองรับการเข้าใช้งานของเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ อีกทั้งตำแหน่งท่าเรือยังสอดคล้องกับผลการศึกษาแนวเส้นทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) และระบบราง MR8 ชุมพร  ระนอง

ขณะที่การศึกษาแนวเส้นทางของการก่อสร้างรถไฟและมอเตอร์เวย์ เบื้องต้น สนข.ได้ทบทวนเส้นทางรถไฟสายชุมพร-ระนอง ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เคยศึกษามาก่อนหน้านี้


บทความที่เกี่ยวข้อง
ครม.ไฟเขียว แผนโลจิสติกส์ไทย 5 ปี ลดต้นทุนขนส่งต่อ GDP 5%
ครม.เห็นชอบแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ไทย พ.ศ.2566-2570 ลดสัดส่วนต้นทุนการขนส่งสินค้าต่อ GDP เหลือร้อยละ 5 ดันไทยเป็นประตูการค้าสำคัญสู่ภูมิภาคอาเซียน
5 ต.ค. 2023
จับตาตลาด “สหรัฐ-อียู-จีน. สัญญาณส่งออกไทยชะลอตัว
“สทร.ประเมินส่งออกไทยปลายปี เผชิญ 4 ปัจจัยเสี่ยง ขณะที่เศรษฐกิจตลาดคู่ค้าสำคัญไทย สหรัฐ-อียู-จีน แต่คงเป้าส่งออกทั้งปีที่ 6-8%”
5 ต.ค. 2023
TSTE ผนึกกำลังเซ็น MOU ร่วมกับ TIL ตั้งบริษัทร่วมทุน ประกอบกิจการท่าเรือคอนเทนเนอร์ 16C ขยายธุรกิจโลจิสติกส์ให้ครอบคลุม
นายชนะชัย ชุติมาวรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่ที่บริหาร บริษัท ไทยชูการ์ เทอร์มิเนิ้ล จำกัด (มหาชน) หรือ TSTE ผู้ให้บริการขนถ่ายสินค้าเรือเดินสมุทร ให้เช่าดังเก็บสินค้าและบริการท่าเทียบเรือ เปิดเผยว่า วันที่ 19 ต.ค. 65 บริษัทฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในการร่วมทุน (MOU) กับบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด หรือ TIL เพื่อตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture)
5 ต.ค. 2023
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy